Amintra

24 สิงหาคม 2026

สแปม(Spam) คืออะไร? รู้จักประเภท วิธีป้องกัน และกฎหมายที่ใช้

สแปม(Spam) คือการติดต่อหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ผู้รับไม่ได้ร้องขอ มักถูกส่งซ้ำ กระจายเป็นจำนวนมาก หรือไม่เกี่ยวข้องกับผู้รับจนสร้างความรำคาญและรบกวนการใช้งาน สแปมพบได้ตั้งแต่สายโทรเข้า SMS ข้อความแชท อีเมล ความคิดเห็น โพสต์ โฆษณา ไปจนถึงเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกระบบค้นหา เนื้อหาสแปมบางส่วนเป็นเพียงการตลาดที่ขาดความรับผิดชอบ แต่บางส่วนอาจพ่วงการหลอกเอาเงิน การขโมยรหัสผ่าน หรือลิงก์อันตรายมาด้วย การเข้าใจว่าสแปมคืออะไรจึงช่วยทั้งผู้ใช้งานที่ต้องการป้องกันตนเอง และธุรกิจที่ไม่ต้องการให้การตลาดของตนถูกรายงานหรือถูกระบบลดการมองเห็น

สแปม(Spam) คืออะไร?

สแปม คือข้อมูลหรือการติดต่อที่ถูกส่งไปยังผู้รับโดยไม่ได้ร้องขอ โดยมีลักษณะสำคัญคือขาดความยินยอม ไม่ตรงความสนใจ ถูกส่งแบบหว่าน หรือเกิดซ้ำจนรบกวนผู้รับและระบบ นิยามทางเทคนิคของ IETF อธิบาย Spam ในฐานะการส่งข้อความจำนวนมากที่ผู้รับไม่ได้ร้องขอ และชี้ว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอีเมล เพราะเกิดได้กับระบบใดก็ตามที่เปิดให้ผู้ใช้ติดต่อกัน ในปัจจุบันความหมายจึงครอบคลุมทั้งการโทร ข้อความส่วนตัว โพสต์ ความคิดเห็น การปั่นปฏิสัมพันธ์ และพฤติกรรมที่พยายามบิดเบือนระบบแนะนำหรือระบบค้นหา อย่างไรก็ตาม ข้อความที่ผู้รับไม่ชอบเพียงฉบับเดียวไม่จำเป็นต้องเป็นสแปมเสมอไป ต้องดูความสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ วัตถุประสงค์ ความถี่ ความเกี่ยวข้อง ความโปร่งใส และช่องทางยกเลิกประกอบกันด้วย

spam คือ

โดยคำว่า Spam ที่ใช้บนอินเทอร์เน็ตมีที่มาจาก ฉากตลกของ Monty Python ซึ่งมีการพูดคำว่า “SPAM” ซ้ำๆจนกลบเสียงสนทนาอื่น เอกสาร RFC 2635 บันทึกว่าชุมชนอินเทอร์เน็ตนำภาพของคำที่ปรากฏซ้ำจนเต็มพื้นที่มาใช้เรียกข้อความจำนวนมากที่ผู้รับไม่ต้องการ ส่วนเหตุการณ์ที่มักถูกกล่าวถึงว่าเป็นอีเมลสแปมยุคแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1978 เมื่อพนักงานขายของ Digital Equipment Corporation ส่งอีเมลประชาสัมพันธ์เครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่าย ARPANET ตามข้อมูลจาก Computer History Museum ดังนั้น Spam ในบทความนี้ไม่ใช่สแปมเนื้อกระป๋องที่นำไปทอดกินกับข้าว ถึงชื่อจะเหมือนกันและต้นทางของมุกจะมาจากผลิตภัณฑ์อาหารจริงก็ตาม

การถูกแจ้งว่าเป็นสแปม คืออะไร?

สแปมโซเชียลมีเดีย

การถูกแจ้งว่าเป็นสแปม หมายถึงบัญชีหรือเนื้อหาถูกผู้ใช้และระบบตรวจพบว่าอาจรบกวน หลอกลวง หรือเผยแพร่อย่างไม่เป็นธรรมชาติ แพลตฟอร์มจะตรวจสอบเนื้อหา ความถี่ พฤติกรรม และประวัติบัญชีก่อนกำหนดมาตรการ โดยแบ่งเกณฑ์การวัดสแปมของแต่ละแพลตฟอร์มได้ ดังนี้

Facebook มองพฤติกรรมแบบใดเป็นสแปม

Facebook อาจมองการโพสต์ซ้ำ แชร์ลิงก์หลอกลวง แสดงความคิดเห็นไม่ตรงเรื่อง หรือสร้าง Engagement ปลอมเป็นสแปมหากผิด มาตรฐานของ Meta เนื้อหาอาจถูกลดการมองเห็น ลบ หรือจำกัดบัญชี

สแปมบน Instagram เกิดจากอะไร

Instagram ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมซ้ำและไม่เป็นธรรมชาติ เช่น คอมเมนต์ข้อความเดิม ส่ง Direct Message จำนวนมาก แท็กคนที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือซื้อยอดไลก์และผู้ติดตาม ซึ่งอาจนำไปสู่การจำกัดกิจกรรมและลดการแนะนำเนื้อหา

Messenger ตรวจจับข้อความสแปมอย่างไร

ข้อความที่ส่งซ้ำไปยังคนจำนวนมากโดยไม่ได้รับความยินยอมอาจถูก Messenger จัดเป็นสแปม โดยเฉพาะข้อความขายสินค้า ลิงก์น่าสงสัย หรือคำขอข้อมูลส่วนบุคคล ระบบอาจกรองข้อความและจำกัดสิทธิ์ของผู้ส่ง

TikTok แจ้งเตือนสแปมจากอะไร

TikTok อาจมองคลิป ความคิดเห็น หรือกิจกรรมที่เผยแพร่ซ้ำและพยายามปั่นระบบเป็นสแปม ตัวอย่างเช่น คอมเมนต์เดิมหลายคลิป ซื้อ Engagement หรือส่งลิงก์ขายสินค้าแบบไม่เลือกผู้รับ ซึ่งอาจทำให้คลิปไม่ถูกแนะนำหรือบัญชีถูกจำกัด

พฤติกรรมที่เข้าข่ายสแปมบน X

X ห้ามใช้หลายบัญชีปั่นแฮชแท็ก โพสต์เนื้อหาซ้ำ ส่ง Mention หรือ Direct Message จำนวนมาก และสร้างปฏิสัมพันธ์ปลอมตาม นโยบาย Authenticity ระบบอาจลดการมองเห็น ล็อกบัญชี หรือระงับการใช้งาน

YouTube จัดเนื้อหาแบบใดเป็นสแปม

YouTube ตรวจสแปมจากวิดีโอ ความคิดเห็น ลิงก์ ชื่อคลิป ภาพปก และพฤติกรรมของช่อง เนื้อหาซ้ำ ลิงก์หลอกลวง และ Clickbait ที่บิดเบือนผู้ชมอาจถูกลบ ได้รับ Strike หรือทำให้ช่องถูกปิดตาม นโยบายของ YouTube

5 ประเภทของสแปม

ประเภทของสแปม

สแปมแบ่งได้ตามช่องทางที่ใช้ติดต่อและเป้าหมายของผู้ส่ง โดยแต่ละประเภทสร้างความเสี่ยงไม่เหมือนกัน บางรูปแบบต้องการเพียงขายสินค้า บางรูปแบบต้องการยืนยันว่าเบอร์หรือบัญชียังใช้งานอยู่ ขณะที่บางรูปแบบใช้เป็นทางเข้าสู่ Phishing การติดตั้งมัลแวร์ หรือการขโมยเงิน ผู้ใช้จึงควรประเมินทั้งแหล่งที่มา เนื้อหา และสิ่งที่ผู้ส่งพยายามให้ทำ ไม่ควรตัดสินจากช่องทางเพียงอย่างเดียว ดังนั้น เพื่อให้เข้าใจสแปมได้ง่ายที่สุด ในปัจจุบัน สแปมสามารถแบ่งได้ออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

1. สแปมจากโทรศัพท์

สแปมจากโทรศัพท์ คือสายที่ผู้รับไม่ได้ร้องขอและมักโทรแบบหว่านหรือโทรซ้ำเพื่อขายสินค้า สำรวจข้อมูล ทวงถาม หรือชักจูงให้ทำบางอย่าง รูปแบบที่พบได้บ่อยคือระบบโทรอัตโนมัติ พนักงานขายที่ใช้ฐานข้อมูลเบอร์จำนวนมาก และสายที่ปลอมหมายเลขต้นทางให้ดูเหมือนหน่วยงานหรือเบอร์ในประเทศ โทรศัพท์สแปมไม่เท่ากับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทุกสาย เพราะการขายทางโทรศัพท์ที่ไม่เหมาะสมอาจสร้างเพียงความรำคาญ แต่หากผู้โทรแอบอ้างเป็นตำรวจ ธนาคาร บริษัทขนส่ง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมเร่งให้โอนเงิน ติดตั้งแอป หรือเปิดเผยรหัส OTP พฤติกรรมนั้นได้เปลี่ยนจาก Spam ไปเป็นความเสี่ยงด้านการฉ้อโกงและการขโมยข้อมูลแล้ว

2. สแปมในข้อความส่วนตัว

สแปมในข้อความส่วนตัวครอบคลุมทั้ง SMS และข้อความผ่าน LINE, Messenger, Instagram, WhatsApp, Telegram หรือระบบแชทอื่นที่ถูกส่งมาโดยไม่ได้ร้องขอ เนื้อหาอาจเป็นโฆษณา เว็บพนัน งานออนไลน์ เงินกู้ รางวัลปลอม พัสดุตกค้าง หรือข้อความจากบัญชีที่พยายามชวนให้ย้ายไปคุยนอกแพลตฟอร์ม จุดที่ต้องระวังคือข้อความสั้นสามารถสร้างความเร่งด่วนได้ง่าย เช่น แจ้งว่าบัญชีกำลังถูกระงับและต้องกดลิงก์ทันที หากลิงก์พาไปยังหน้าเลียนแบบธนาคารหรือบริการที่คุ้นเคยและขอให้กรอกรหัสผ่าน พฤติกรรมนั้นคือ Smishing หรือ Phishing ผ่านข้อความ ไม่ใช่แค่สแปมธรรมดา ข้อความที่อ้างชื่อองค์กรจริงก็ยังต้องตรวจสอบผ่านแอป เว็บไซต์ หรือหมายเลขทางการขององค์กรนั้นโดยแยกจากช่องทางที่ส่งข้อความมา

3. สแปมทางอีเมล

สแปมทางอีเมล คืออีเมลที่ผู้รับไม่ได้สมัครใจรับ มักส่งถึงรายชื่อจำนวนมากหรือส่งซ้ำโดยไม่คำนึงถึงความเกี่ยวข้องตัวอย่างมีตั้งแต่จดหมายโฆษณาที่ซื้อรายชื่อผู้รับมา อีเมลขายบริการแบบหว่าน จดหมายลูกโซ่ ใบแจ้งหนี้ปลอม ไปจนถึงอีเมลที่แนบมัลแวร์หรือพาไปยังหน้า Phishing ระบบอีเมลสมัยใหม่พิจารณาหลายสัญญาณ เช่น ชื่อเสียงของโดเมน การยืนยันตัวตนผู้ส่ง เนื้อหา ปริมาณการส่ง อัตราตีกลับ และจำนวนผู้รับที่กดรายงาน การส่งหาลูกค้าที่เคยยินยอมจึงอาจกลายเป็นสแปมได้ภายหลัง หากส่งถี่เกินไป ใช้หัวข้อหลอกให้เปิด หรือทำให้ยกเลิกการรับข่าวสารได้ยาก ขณะที่ Gmail ระบุว่าเมื่อผู้ใช้กด Report spam ระบบอาจนำสำเนาอีเมลไปวิเคราะห์เพื่อช่วยป้องกัน Spam และ Abuse ให้ผู้ใช้อื่นต่อไป

4. สแปมจากเนื้อหาโพสต์และโฆษณา

สแปมจากเนื้อหาโพสต์และโฆษณา คือการเผยแพร่ข้อความ ลิงก์ รูป วิดีโอ หรือความคิดเห็นซ้ำจำนวนมาก เพื่อแย่งความสนใจหรือบิดเบือนการกระจายคอนเทนต์ พฤติกรรมนี้รวมถึงการคอมเมนต์ฝากร้านโดยไม่เกี่ยวกับโพสต์ การแท็กคนจำนวนมาก การใช้หลายบัญชีดันข้อความเดียวกัน การใส่แฮชแท็กที่ไม่เกี่ยวข้อง การโพสต์ลิงก์เดิมซ้ำในหลายกลุ่ม และการซื้อยอดไลก์หรือผู้ติดตามปลอม โฆษณาที่ซื้อผ่านระบบอย่างถูกต้องไม่ใช่ Spam เพียงเพราะผู้ชมไม่ได้ติดตามแบรนด์ แต่หากโฆษณาหลอกลวง ปลอมตัวตน พาไปยังปลายทางคนละเรื่อง หรือผู้ลงโฆษณานำข้อมูลส่วนตัวมาใช้โดยขาดฐานกฎหมาย ก็อาจละเมิดทั้งนโยบายแพลตฟอร์มและกฎหมายอื่น การแยก Paid Ads ออกจาก Spam จึงต้องดูวิธีได้มาของผู้ชม ความโปร่งใสของผู้ส่ง และความถูกต้องของสาร ไม่ใช่ดูว่ามีการขายสินค้าอยู่หรือไม่

5. การสแปมเพื่อ SEO

การสแปมเพื่อ SEO คือการใช้เนื้อหา ลิงก์ หรือเทคนิคที่มีเป้าหมายหลักเพื่อหลอกระบบค้นหาให้เว็บไซต์ติดอันดับ โดยไม่ได้เพิ่มคุณค่าที่เหมาะสมแก่ผู้ใช้ ตัวอย่างที่ Google ระบุไว้ใน Spam Policies for Google Web Search ได้แก่ Cloaking การสร้างหน้า Doorway การยัดคีย์เวิร์ด การทำลิงก์เพื่อปั่นอันดับ การสร้างเนื้อหาจำนวนมากโดยไม่มีคุณค่า การใช้โดเมนหมดอายุเพื่อแสวงหาประโยชน์ และการอาศัยชื่อเสียงของเว็บไซต์อื่นเพื่อเผยแพร่เนื้อหาที่เจ้าของเว็บไม่ได้กำกับดูแลอย่างแท้จริง SEO Spam ยังอาจเกิดหลังเว็บไซต์ถูกแฮ็ก เมื่อผู้โจมตีแทรกหน้าขายสินค้า ลิงก์ซ่อน หรือ Redirect โดยเจ้าของเว็บไซต์ไม่รู้ตัว จึงต้องแยกการทำ Spam โดยเจ้าของเว็บออกจาก Spam Injection ที่เกิดจากการเจาะระบบ หาก Google ตรวจพบ เว็บไซต์อาจถูกลดอันดับ ตัดบางหน้าออก หรือไม่แสดงในผลการค้นหา ส่วนแนวทางที่ยั่งยืนคือทำ SEO สายขาว ด้วยเนื้อหาที่ตอบเจตนาการค้นหาและลิงก์ที่เกิดจากความเกี่ยวข้องจริง

สแปม(Spam) vs แฮ็ก(Hacking) ต่างกันอย่างไร

สแปม vs แฮก

Spam คือการรบกวนหรือกระจายข้อมูลที่ไม่ได้ร้องขอ ส่วน Hacking คือการเข้าถึง ควบคุม เปลี่ยนแปลง หรือใช้ระบบและข้อมูลด้วยวิธีทางเทคนิค ซึ่งอาจได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับอนุญาตก็ได้ สแปมเน้นพฤติกรรมการส่งและการเผยแพร่ เช่น โทรหว่าน ส่งอีเมลซ้ำ หรือปั่นโพสต์ ขณะที่การแฮ็กเน้นการจัดการระบบ บัญชี ช่องโหว่ และสิทธิ์เข้าถึง ทั้งสองเรื่องอาจเกิดแยกกันได้ นักการตลาดที่ส่งอีเมลขายบริการไปยังรายชื่อที่ไม่ได้ยินยอมอาจกำลังสแปมโดยไม่ได้แฮ็กใคร ส่วนผู้เชี่ยวชาญที่ทดสอบช่องโหว่ภายใต้ขอบเขตที่องค์กรอนุญาตอาจทำ Ethical Hacking โดยไม่ได้สร้างสแปม แต่สองเรื่องเชื่อมกันเมื่อผู้โจมตีแฮ็กบัญชีอีเมลหรือเว็บไซต์แล้วใช้ทรัพยากรนั้นส่งข้อความสแปม ฝังลิงก์ SEO หรือหลอกผู้รับต่อ สแปมจึงอาจเป็นช่องทางส่งภัยคุกคามหรือเป็นผลหลังการแฮ็ก แต่ไม่ใช่คำเดียวกันและไม่ควรใช้แทนกัน

5 วิธีป้องกัน Spam

การป้องกัน Spam ที่ได้ผลต้องลดโอกาสรับ ลดโอกาสหลงเชื่อ และเพิ่มข้อมูลให้ระบบกรอง ไม่ใช่เพียงลบข้อความทีละฉบับผู้ใช้ไม่สามารถหยุดผู้ส่งทุกรายได้ แต่สามารถทำให้สาย ข้อความ และอีเมลที่มีความเสี่ยงเข้าถึงตนเองได้ยากขึ้นด้วย 5 วิธีต่อไปนี้

1. เปิดระบบกรองและใช้แอประบุสายเรียกเข้า

เริ่มจากเปิด Caller ID, Spam Protection และตัวกรองผู้ส่งที่ไม่รู้จักซึ่งมีอยู่ในโทรศัพท์ก่อน แล้วจึงเสริมด้วยแอปภายนอกเมื่อจำเป็น Android ที่ใช้แอป Phone by Google สามารถระบุ บล็อก และรายงานสายที่สงสัยว่าเป็นสแปมได้ตามคู่มือ Caller ID and Spam Protection ส่วน iPhone มีตัวเลือกกรองหรือปิดเสียงสายที่ไม่รู้จักและสายที่ผู้ให้บริการระบุว่าเป็นสแปมตาม Apple Support สำหรับแอปภายนอก Whoscall ช่วยระบุหมายเลข บล็อกสายสแปม และตรวจสอบลิงก์หรือภาพหน้าจอ ขณะที่ Getcontact มี Caller ID และ Spam Blocking เช่นกัน ผู้ใช้ควรตรวจสิทธิ์ที่แอปร้องขอ นโยบายความเป็นส่วนตัว ค่าใช้จ่าย และความเหมาะสมกับอุปกรณ์ก่อนเปิดใช้งาน เพราะป้ายเตือนอาศัยฐานข้อมูลและรายงานของชุมชน จึงมีโอกาสระบุหมายเลขปกติผิดได้

2. อย่าตอบกลับต่อข้อความที่น่าสงสัย

หากไม่รู้จักผู้ส่ง อย่ากดลิงก์ เปิดไฟล์แนบ โทรกลับ กรอกรหัสผ่าน หรือแจ้ง OTP ตามคำขอในข้อความ การตอบกลับอาจยืนยันว่าเบอร์หรือบัญชียังมีผู้ใช้งาน และทำให้ได้รับการติดต่อเพิ่ม หากข้อความอ้างว่าเป็นธนาคาร บริษัทขนส่ง หน่วยงานรัฐ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ปิดข้อความแล้วเข้าแอปหรือพิมพ์เว็บไซต์ทางการด้วยตนเอง การกดยกเลิกรับข่าวสารเหมาะกับผู้ส่งที่เป็นองค์กรจริงและเคยสมัครรับข้อมูล แต่ไม่ควรกดปุ่ม Unsubscribe จากอีเมลหลอกลวงที่ไม่รู้จัก เพราะลิงก์อาจพาไปยังเว็บไซต์อันตราย กรณีต้องตรวจสอบควรใช้ข้อมูลติดต่อจากเว็บไซต์ทางการ ไม่ใช้หมายเลขหรือลิงก์ที่มากับข้อความนั้น

3. จำกัดการเผยแพร่ข้อมูลติดต่อ

เบอร์โทรศัพท์และอีเมลที่เปิดเป็นสาธารณะสามารถถูกรวบรวมไปสร้างฐานข้อมูลสแปมได้ จึงควรเผยแพร่เท่าที่จำเป็นและแยกช่องทางตามวัตถุประสงค์ ธุรกิจอาจใช้อีเมลกลางหรือแบบฟอร์มติดต่อแทนการวางอีเมลส่วนบุคคลบนทุกหน้าเว็บไซต์ ผู้ใช้งานทั่วไปควรแยกอีเมลสำหรับงาน การเงิน และการสมัครบริการที่ไม่สำคัญ พร้อมทบทวนสิทธิ์เข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อของแอปต่าง ๆ หากต้องกรอกข้อมูลเพื่อรับส่วนลด ดาวน์โหลดไฟล์ หรือร่วมกิจกรรม ควรอ่านว่าจะนำข้อมูลไปใช้ทำอะไรและส่งต่อให้ใครบ้าง การลดการกระจายข้อมูลตั้งแต่ต้นช่วยลดทั้ง Spam และความแม่นยำของข้อความหลอกลวงที่อาศัยข้อมูลส่วนตัวมาสร้างความน่าเชื่อถือ

4. รักษาบัญชีและอุปกรณ์ให้ปลอดภัย

ควรใช้รหัสผ่านที่ไม่ซ้ำ เปิดการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน และอัปเดตระบบปฏิบัติการ เบราว์เซอร์กับแอปอย่างสม่ำเสมอมาตรการนี้ไม่ได้กรองสแปมโดยตรง แต่ช่วยป้องกันไม่ให้ลิงก์หรือไฟล์อันตรายเปลี่ยนเหตุรำคาญให้กลายเป็นการยึดบัญชี เมื่อตรวจพบว่าอีเมลหรือโซเชียลมีเดียของตนส่งข้อความแปลก ๆ ออกไปเอง ควรเปลี่ยนรหัสผ่าน ออกจากระบบทุกอุปกรณ์ ตรวจแอปที่เชื่อมต่อ และแจ้งผู้ติดต่อทันที เพราะบัญชีอาจถูกขโมยและนำไปใช้เป็นต้นทางส่งสแปม การสำรองข้อมูลสำคัญและใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันมัลแวร์ที่น่าเชื่อถือยังช่วยลดความเสียหายหากเผลอเปิดไฟล์ที่ไม่ปลอดภัย

5. บล็อก รายงาน และเก็บหลักฐาน

การบล็อกหยุดการติดต่อจากต้นทาง และการรายงานช่วยให้ผู้ให้บริการเห็นรูปแบบสามารถป้องกันผู้ใช้รายอื่นได้ด้วย ก่อนลบควรบันทึกภาพหน้าจอ หมายเลข ชื่อบัญชี อีเมล URL วันเวลา และรายละเอียดการสนทนา โดยเฉพาะกรณีที่มีการแอบอ้าง ข่มขู่ ขอข้อมูล หรือเกี่ยวข้องกับเงิน จากนั้นใช้ปุ่ม Report Spam หรือ Report Phishing ภายในบริการและบล็อกผู้ส่ง หากเป็นข่าวสารจากธุรกิจจริงที่เคยสมัครไว้ควรใช้ช่องทางยกเลิกการรับก่อน แต่หากผู้ส่งยังติดต่อหลังปฏิเสธหรือไม่มีทางยกเลิกที่ใช้ง่าย การเก็บหลักฐานจะช่วยให้ร้องเรียนกับแพลตฟอร์ม ผู้ให้บริการโทรคมนาคม หรือหน่วยงานรัฐได้ตรงประเด็นมากขึ้น

การรายงานสแปมต่อผู้ให้บริการ

ควรรายงานสแปมผ่านเครื่องมือของช่องทางที่ได้รับข้อความก่อน เพราะผู้ให้บริการสามารถตรวจต้นทาง ประวัติการส่ง และรูปแบบการกระจายได้มากกว่าผู้รับ ใน Gmail ให้เลือก Report Spam และใช้ Report Phishing เมื่อข้อความพยายามขโมยข้อมูล ส่วน Facebook และ Instagram ให้กดเมนูของโพสต์ โปรไฟล์ ความคิดเห็น หรือข้อความแล้วเลือก Report ตามคู่มือ Facebook และ Instagram ด้าน TikTok สามารถรายงานโพสต์ บัญชี Direct Message ความคิดเห็น แฮชแท็ก และ LIVE ผ่านเมนู Report ตาม TikTok Help Center ขณะที่ X และ YouTube มีการรายงานได้จากโพสต์ ช่อง โปรไฟล์ ความคิดเห็น หรือข้อความที่เกี่ยวข้อง หากเป็น SMS กวนใจในประเทศไทยสามารถกด *137 โทรออกได้ฟรีทุกเครือข่ายตามข้อมูลของ กสทช.และร้องเรียนเพิ่มเติมที่สายด่วน 1200 หากเป็น SMS หลอกลวง เว็บไซต์ผิดกฎหมาย หรือภัยคุกคามออนไลน์ สามารถติดต่อ 1212 ETDA ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากหลงโอนเงินหรือเกิดอาชญากรรมออนไลน์แล้ว ควรรีบติดต่อ AOC 1441 และแจ้งความผ่าน Thai Police Online โดยเก็บหลักฐานทั้งหมดไว้และไม่แก้ไขข้อความต้นฉบับ

สแปมผิดกฎหมายไหม?

สแปมบางกรณีผิดกฎหมาย แต่ไม่ใช่ทุกข้อความที่ถูกเรียกว่าสแปมจะมีความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาวิธีส่ง เนื้อหา ความยินยอม การใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ความเสียหาย และกฎหมายที่ครอบคลุมพฤติกรรมนั้น สำหรับประเทศไทย มาตรา 11 แห่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 กำหนดว่า ผู้ที่ส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ โดยไม่เปิดโอกาสให้บอกเลิกหรือปฏิเสธการรับได้โดยง่าย อาจถูกปรับไม่เกิน 200,000 บาท ประเด็นสำคัญสำหรับธุรกิจจึงไม่ใช่แค่มีปุ่มยกเลิก แต่ต้องทำให้ผู้รับใช้สิทธิได้ง่ายและหยุดส่งจริงหลังได้รับคำขอ

การนำเบอร์โทรศัพท์ อีเมล หรือข้อมูลผู้ใช้มาทำการตลาดยังต้องพิจารณา พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ด้วย โดยเจ้าของข้อมูลมีสิทธิคัดค้านการประมวลผลเพื่อการตลาดแบบตรงตามมาตรา 32 และผู้ควบคุมข้อมูลต้องหยุดการประมวลผลเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวเมื่อได้รับการคัดค้าน นอกจากนี้ หากสแปมมีข้อความหลอกลวง นำเข้าข้อมูลเท็จเพื่อให้เกิดความเสียหาย ขโมยข้อมูล ติดตั้งมัลแวร์ พนันออนไลน์ หรือฉ้อโกง ก็อาจเข้าข่ายกฎหมายอื่นที่มีโทษแตกต่างกัน คำว่า Spam จึงเป็นคำอธิบายพฤติกรรม แต่ความผิดทางกฎหมายต้องชี้ให้ได้ว่าการกระทำนั้นตรงกับองค์ประกอบของบทบัญญัติใด ผู้ประกอบการที่ทำ Direct Marketing ควรเก็บหลักฐานฐานกฎหมายหรือความยินยอม แจ้งวัตถุประสงค์อย่างโปร่งใส จำกัดความถี่ และมีระบบ Opt Out ที่ใช้งานได้จริง

สรุปข้อคิดเห็นจาก Sixtygram

ในมุมของ Sixtygram เส้นแบ่งระหว่างการตลาดที่ดีและ Spam ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีการขายสินค้าหรือไม่ แต่อยู่ที่ผู้รับคาดหวังการติดต่อนั้นหรือไม่ เนื้อหาเกี่ยวข้องเพียงใด และผู้รับหยุดการติดต่อได้ง่ายแค่ไหน ธุรกิจอาจมีฐานข้อมูลจำนวนมากและเครื่องมือ Automation ที่ส่งข้อความได้ในไม่กี่วินาที แต่ความสามารถในการส่งไม่เท่ากับสิทธิในการส่ง การซื้อรายชื่อ การส่งข้อความเหมือนกันให้ทุกคน การคอมเมนต์ฝากร้าน หรือสร้างบทความจำนวนมากเพื่อหวังอันดับ อาจให้ตัวเลขระยะสั้นแต่ทำลายชื่อเสียงโดเมน ความน่าเชื่อถือของบัญชี และความไว้วางใจของลูกค้าในระยะยาว สำหรับผู้ใช้งาน การเห็นป้าย Spam ควรถูกใช้เป็นสัญญาณให้หยุดและตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าทุกสายเป็นมิจฉาชีพ ขณะที่ข้อความซึ่งยังไม่ถูกระบบเตือนก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอ แนวทางที่ยั่งยืนคือให้ความสำคัญกับ Consent, Relevance และ Control หรือความยินยอม ความเกี่ยวข้อง และสิทธิของผู้รับในการควบคุมการติดต่อทุกครั้ง

TAG ที่เกี่ยวข้อง: