โลกของการค้นหาข้อมูลในปี 2026 ไม่ได้ผูกขาดอยู่แค่บน Google อีกต่อไป พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและกระจัดกระจายไปตามความสะดวกของแต่ละแพลตฟอร์ม วันนี้ลูกค้าอาจเริ่มค้นหาคาเฟ่จากคลิปสั้นใน TikTok เช็คราคาสินค้าจากแอป Shopee หรือถามหาทางแก้ปัญหาชีวิตจาก ChatGPT โดยตรง ความเปลี่ยนแปลงนี้บีบให้แบรนด์ต้องเลิกมองแค่การทำอันดับเว็บไซต์ แต่ต้องหันมาทำ Search Everywhere Optimization หรือ SEvO เพื่อให้ธุรกิจปรากฏตัวอยู่ในทุกที่ที่ลูกค้าเสิร์ช หากแบรนด์ยังยึดติดกับวิธีการเดิมๆ โอกาสที่ลูกค้าจะมองเห็นคุณในยุคที่การแข่งขันสูงเช่นนี้จะลดลงอย่างน่าใจหาย
Search Everywhere Optimization คืออะไร

Search Everywhere Optimization หรือ SEvO คือกลยุทธ์การปรับแต่งเนื้อหาและตัวตนของแบรนด์ให้ถูกค้นพบได้ในทุกแพลตฟอร์มที่มีระบบการค้นหา ไม่ว่าจะเป็น Search Engine ดั้งเดิม โซเชียลมีเดีย หรือระบบ ปัญญาประดิษฐ์ ยุคใหม่ เป้าหมายหลักคือการสร้าง Organic Presence ให้แบรนด์ไปปรากฏอยู่ตรงหน้าผู้ใช้งานในจังหวะที่พวกเขากำลังมองหาคำตอบหรือต้องการซื้อสินค้า โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงแค่ทราฟฟิกจากเว็บไซต์อย่างเดียว แต่เป็นการยึดพื้นที่สื่อในทุกแพลตฟอร์มที่ลูกค้าใช้ชีวิตอยู่จริงๆ
Search Everywhere Optimization vs SEO แบบเดิม

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือขอบเขตการทำงาน SEO แบบเดิม จะโฟกัสไปที่การดันอันดับเว็บไซต์บน Google โดยเน้นการใช้คีย์เวิร์ดและการทำลิงก์เป็นหลัก แต่ SEvO คือการขยายมุมมองไปสู่การทำ Social SEO และ AI Optimization ซึ่งเน้นที่การถูกอ้างอิงและถูกพูดถึงในหลายๆ แพลตฟอร์มพร้อมกัน
ในขณะที่ SEO เดิมวัดผลด้วยอันดับบนกูเกิลและทราฟฟิกเว็บ SEvO จะให้ความสำคัญกับค่าการปรากฏตัวในคำตอบของเอไอและการถูกค้นเจอผ่าน แฮชแท็ก หรือคลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นการสร้างช่องทางการเข้าถึงที่หลากหลายและยั่งยืนกว่าในระยะยาว
วิธีการทำ Search Everywhere Optimization
การเริ่มต้นทำ SEvO ต้องเริ่มจากการเข้าใจก่อนว่าลูกค้าของคุณมักจะหาข้อมูลที่ไหนเป็นอันดับแรก หากเป็นสินค้าแฟชั่นหรือไลฟ์สไตล์ คุณต้องเน้นการทำเนื้อหาใน TikTok และ Instagram โดยการใส่คีย์เวิร์ดที่คนใช้ค้นหาจริงๆ ลงในไบโอ แคปชัน และวิดีโอ แต่หากเป็นบริการที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง การสร้างเนื้อหาที่เป็นคำถามและคำตอบแบบสรุปใจความสำคัญจะช่วยให้เอไออย่าง ChatGPT หรือ Gemini เลือกแบรนด์ของคุณไปแนะนำต่อ นอกจากนี้การรักษาความสม่ำเสมอของสารหลักที่จะสื่อสารออกไปในทุกช่องทางเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้ลูกค้าที่ค้นเจอเราจากหลายที่ได้รับข้อมูลที่เป็นอันดับเดียวกันและเกิดความมั่นใจในแบรนด์มากขึ้น
เครื่องมือในการทำ Search Everywhere Optimization
เพื่อให้การกระจายตัวไปยังทุกช่องทางเป็นเรื่องง่ายและแม่นยำ Sixtygram แนะนำให้ใช้เครื่องมือเหล่านี้เข้ามาช่วยเสริมทัพ
- Social Listening อย่าง Mandala หรือ Wisesight ใช้สำหรับเจาะลึกว่าคนไทยกำลังเสิร์ชหาอะไรและคุยเรื่องอะไรกันบนโลกโซเชียล
- Zapier ระบบอัตโนมัติที่ช่วยเชื่อมต่อคอนเทนต์ให้กระจายไปทุกแพลตฟอร์มได้ทันทีโดยไม่ต้องลงแรงเพิ่ม
- AgencyAnalytics แดชบอร์ดรวมข้อมูลที่ดึงทราฟฟิกจากทั้ง Google Meta TikTok และระบบเอไอมารวมไว้ที่เดียว
- Semrush เครื่องมือเช็คคุณภาพคอนเทนต์และดูว่าแบรนด์ถูกนำไปอ้างอิงในระบบเอไอมากน้อยแค่ไหน
ตัวอย่างการทำ Search Everywhere Optimization
เคสที่ชัดเจนที่สุดคือการปั้นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กในตลาดต่างประเทศที่เน้นการทำ SEvO แทนการพึ่งพาแค่หน้าเว็บ แบรนด์เริ่มต้นจากการสร้างกระแสบน TikTok โดยให้เหล่านักรีวิวทำคลิปโชว์การใช้งานจริงพร้อมใส่คีย์เวิร์ดสำคัญในแคปชันเพื่อให้ติด Social SEO เมื่อผู้ใช้เริ่มสนใจและไปถาม ChatGPT เกี่ยวกับอุปกรณ์ตัวนี้ เอไอจะสามารถดึงข้อมูลจากบทความเชิงลึกที่มีโครงสร้างข้อมูลชัดเจนบนเว็บไซต์หลักไปตอบได้อย่างแม่นยำ
ในขณะเดียวกัน เมื่อลูกค้ากลับมาค้นหาใน Google ข้อมูลที่ปรากฏจะไม่ใช่แค่ลิงก์เว็บไซต์ แต่จะเป็นวิดีโอจาก YouTube ที่สอนวิธีการใช้งานคู่ไปกับกระทู้พูดคุยใน Reddit หรือ Pantip ที่ยืนยันความพึงพอใจจากผู้ใช้จริง นอกจากนี้ยังมีการปรับแต่งข้อมูลใน Marketplace อย่าง Amazon หรือ Shopee ให้มีคีย์เวิร์ดและรีวิวที่สอดคล้องกัน การที่ลูกค้าเจอแบรนด์กระจายตัวอยู่ในทุกแพลตฟอร์มด้วยสารเดียวกันเช่นนี้ คือการสร้างความน่าเชื่อถือที่ทรงพลังกว่าการทำโฆษณาแบบเดิมและส่งผลให้ยอดขายเติบโตอย่างรวดเร็ว
วิธีการวัดผล Search Everywhere Optimization
การวัดผล SEvO จะมีความซับซ้อนกว่า SEO แบบดั้งเดิมเล็กน้อย เพราะเราต้องดูภาพรวมจากหลายที่ หนึ่งคือการวัดค่า Citation หรือการที่เอไอเลือกหยิบข้อมูลเราไปอ้างอิงในคำตอบ สองคือค่า Mention หรือปริมาณการถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆ สามคือการเช็ค Placement ว่าแบรนด์เราไปปรากฏตัวอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่ของคำตอบเอไอ และสี่คือการใช้ Google Analytics 4 เพื่อแยกดูทราฟฟิกที่มาจากเอไอโดยเฉพาะ การรวบรวมข้อมูลเหล่านี้มาเปรียบเทียบกับยอดขายหรือจำนวนลูกค้าที่ทักเข้ามาจริงจะทำให้เราเห็นประสิทธิภาพของ SEvO ได้ชัดเจนที่สุด
บทสรุป
Search Everywhere Optimization คือมาตรฐานใหม่ของการตลาดดิจิทัลในปี 2026 ที่แบรนด์ไทยต้องรีบปรับตัวตามให้ทัน การที่ลูกค้าสามารถค้นพบเราได้ในทุกแพลตฟอร์มที่พวกเขาใช้งาน ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มยอดขายและทราฟฟิกเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันแบรนด์จากความผันผวนของอัลกอริทึมในอนาคตอีกด้วย แบรนด์ที่ชนะในปีนี้ไม่ใช่แบรนด์ที่อยู่แค่อันดับหนึ่งบนกูเกิล แต่คือแบรนด์ที่อยู่ทุกที่ที่ลูกค้าต้องการคำตอบ








