การโฆษณาสินค้าที่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นกุญแจสำคัญในการเติบโตของธุรกิจ แต่ด้วยวิธีการโฆษณาที่หลากหลาย ผู้ประกอบการจึงต้องเลือกทิศทางการโฆษณาให้เหมาะกับสินค้าของตน ไม่ว่าคุณจะขายสินค้าชิ้นเล็กหรือใหญ่ สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาว่าจะโฆษณาสินค้าในรูปแบบใด? ทำผ่านช่องทางไหน? และควรวางตำแหน่งอย่างไรในตลาด?
ปัจจุบัน มีสองแนวทางการโฆษณาสินค้าที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นทำการตลาด ดังนี้
- การขายตรงแบบปรับแต่งได้: ช่วยให้คุณนำเสนอสินค้าได้ตรงใจลูกค้าแต่ละราย
- การใช้เครื่องมือการตลาดสมัยใหม่: เช่น การเริ่มประมูลโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย จะช่วยเพิ่มยอดขายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าได้กว้างขึ้น
การเลือกวิธีโฆษณาสินค้าที่เหมาะสมและปรับใช้ให้เข้ากับธุรกิจของคุณได้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น ในวันนี้ Sixtygram จะมอบหลักการพื้นฐานของการโฆษณาสินค้า พร้อมทั้งตัวอย่างการโฆษณาสินค้าแต่ละประเภทที่สร้างสรรค์และทันสมัย เพื่อให้คุณนำมาประยุกต์ใช้สื่อสารกับกลุ่มลูกค้าของคุณได้ดียิ่งขึ้นกัน
การโฆษณาสินค้า คืออะไร?
การโฆษณาสินค้า(Product Advertising) คือวิธีการสื่อสารทางการตลาดที่มุ่งเน้นการนำเสนอประโยชน์และคุณสมบัติเฉพาะของสินค้าใดสินค้าหนึ่ง โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้านั้น ๆ ซึ่งแตกต่างจากการโฆษณาเพื่อการประชาสัมพันธ์(Public Relations Advertising) ที่เน้นสร้างภาพลักษณ์หรือความเป็นที่รู้จักของแบรนด์โดยรวม
องค์ประกอบสำคัญของการโฆษณาสินค้า ได้แก่
- ต้องนำเสนอคุณสมบัติเด่นของสินค้า
- จงอธิบายประโยชน์และความจำเป็นของสินค้าต่อกลุ่มเป้าหมาย
- ทำการสาธิตวิธีการใช้งานสินค้า
- ชี้ให้เห็นว่าสินค้าสามารถแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไร
การโฆษณาสินค้าที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจว่าสินค้านั้นสามารถแก้ไขปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้อย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มอัตราการเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นลูกค้าที่ซื้อ(Conversion Rate) ได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น การวางแผนกลยุทธ์การโฆษณาสินค้าตามหลักการพื้นฐานของโฆษณาสินค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญในการนำเสนอสินค้าให้เป็นทางออกหลักสำหรับปัญหาหรือความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
หลักการพื้นฐานของโฆษณาสินค้า
หลักการพื้นฐานของโฆษณาสินค้าที่โน้มน้าวใจประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ ซึ่งสามารถช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นได้ ดังนี้
1. กล้าที่จะแตกต่าง เพื่อแยกตัวจากคู่แข่ง
การสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าของคุณ(Product Differentiation)เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการโฆษณาที่โน้มน้าวใจ เริ่มจากการนำเสนอจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของสินค้า โดยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสินค้าของคุณมีความแตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งอย่างไร อาจเน้นที่คุณสมบัติพิเศษ นวัตกรรม หรือประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับซึ่งคู่แข่งไม่มี

นอกจากนี้ สินค้าต้องสร้างคุณค่าที่โดดเด่นโดยอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจว่าทำไมพวกเขาควรเลือกสินค้าใหม่ของคุณ แทนที่จะใช้สินค้าที่มีอยู่แล้วในตลาด เน้นย้ำประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับเพิ่มเติม และแสดงให้เห็นว่าสินค้าของคุณสามารถตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาของพวกเขาได้ดีกว่าอย่างไร การทำเช่นนี้จะช่วยสร้างความสนใจและดึงดูดลูกค้าให้เลือกสินค้าของคุณท่ามกลางตัวเลือกมากมายในตลาด
2. เริ่มกระตุ้นเพื่อเพิ่มความต้องการ
การกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของการโฆษณาสินค้า ในขั้นตอนนี้ คุณต้องใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยาและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมาย อาจใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง (storytelling) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ หรือใช้การนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น
นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมั่นก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยนำเสนอหลักฐานและเหตุผลที่น่าเชื่อถือ เช่น ผลการทดสอบ คำรับรองจากผู้เชี่ยวชาญของประเภทสินค้านั้น ๆ หรือความคิดเห็นรีวิวของลูกค้าที่เคยใช้สินค้า เพื่อโน้มน้าวใจว่าสินค้าของคุณมีคุณภาพและประสิทธิภาพเหนือกว่าสินค้าอื่นๆ ในตลาด การทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าพวกเขาจำเป็นต้องมีสินค้าของคุณจะช่วยเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อและสร้างความต้องการในระยะยาว
3. มุ่งเป้าไปที่ตลาดเฉพาะด้าน(Niche Market)
สินค้าทุกประเภทมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะของตนเสมอ(Niche) ดังนั้น การโฆษณาสินค้าที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง โดยก่อนเริ่มแคมเปญโฆษณา คุณควรทำการวิจัยและวิเคราะห์ตลาดอย่างละเอียดเพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ พฤติกรรมการบริโภค ความสนใจ และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในวงแคบ เมื่อเข้าใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการออกแบบโฆษณาให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเฉพาะนั้น ปรับแต่งเนื้อหา ภาษา และรูปแบบการนำเสนอให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย

จากนั้น จงเลือกช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักการสำคัญของการมุ่งเป้าตลาดเฉพาะจะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพสูงสุด ประหยัดงบประมาณ และเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายได้ดียิ่งขึ้น
4. สร้างความโปร่งใส
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารนั้นแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ยิ่งในโลกออนไลน์แล้ว ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสินค้าถือเป็นฝันร้ายของแบรนด์ ดังนั้น เมื่อการโฆษณาสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนแก่ผู้บริโภคเป็นด่านแรก การใช้วิธีโฆษณาเพื่อเป็นช่องทางในการชี้แจงข้อเท็จจริง อธิบายคุณสมบัติที่แท้จริงของสินค้า และแก้ไขข่าวหรือความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นย่อมทำให้การสร้างความโปร่งใสกลายเป็นสิ่งสำคัญของสินค้า

จงนำเสนอข้อมูลสินค้าอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจนและเปิดเผย ห้ามปิดบังข้อจำกัด ผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังในการใช้สินค้า การทำเช่นนี้จะช่วยสร้างความไว้วางใจกับลูกค้า ป้องกันการเกิดข่าวลือหรือกระแสโจมตีสินค้าในอนาคต และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ในฐานะผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบและสามารถครองใจผู้บริโภคได้ในที่สุด
5. เสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์
การโฆษณาสินค้าไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการขายในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาว ใช้แคมเปญโฆษณาสินค้าเพื่อสร้างและเสริมความแข็งแกร่งให้กับเอกลักษณ์ของแบรนด์ นำเสนอคุณค่า วิสัยทัศน์ และพันธกิจของบริษัทและเจ้าของแบรนด์ผ่านการโฆษณาจะสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้บริโภคโดยการสื่อสารเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับแบรนด์
ทั้งนี้ การที่แบรนด์แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จะช่วยให้เกิดการสื่อสารที่สร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มลูกค้า แบรนด์ย่อมได้รับความภักดีของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์(Customer Loyalty)ในระยะยาว ลูกค้าจะนึกถึงแบรนด์ของคุณเป็นอันดับแรกเมื่อต้องการซื้อสินค้าในประเภทนั้นๆ เสมอ
การวางแผนการโฆษณาสินค้าโดยคำนึงถึงหลักการพื้นฐานทั้ง 5 ประการนี้ จะช่วยให้คุณสามารถสร้างโฆษณาที่โน้มน้าวใจ ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนด้านการตลาด และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างยั่งยืน หลักการพื้นฐานของโฆษณาสินค้าที่โน้มน้าวใจเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มยอดขายในระยะสั้น แต่ยังช่วยสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดีในระยะยาวอีกด้วย
เทคนิคการเขียนบทโฆษณาออนไลน์สั้นๆ ให้ได้ใจผู้บริโภค

สำหรับการเขียนบทโฆษณาออนไลน์ เริ่มต้นด้วยการกำหนดสื่อหรือช่องทางที่จะใช้โฆษณาให้ชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันมักจะเน้นไปที่แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เช่น สื่อโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง โพสต์ Facebook, ภาพ IG หรือ คลิปสั้น Tiktok เพื่อปรับรูปแบบการเขียนหรือบทพูดให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการบริโภคสื่อของกลุ่มเป้าหมาย คุณควรศึกษาโฆษณาของคู่แข่งในช่องทางออนไลน์ที่แตกต่างกันเพื่อหาแรงบันดาลใจและเรียนรู้จากสิ่งที่โฆษณาคู่แข่งทำสำเร็จ พร้อมทั้งวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียดโดยใช้ข้อมูลจากการติดตามพฤติกรรมของคู่แข่งบนโลกออนไลน์
การสร้างพาดหัวที่ดึงดูดความสนใจเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่ผู้บริโภคมักจะสแกนข้อมูลอย่างรวดเร็ว ตามด้วยการเขียนประโยคแรกที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดให้ผู้อ่านติดตามเนื้อหาต่อไป การใช้สรรพนามที่สุภาพ เช่น “พวกคุณ” จะช่วยสร้างความรู้สึกใกล้ชิดกับผู้อ่านหรือผู้ฟังในส่วนของเนื้อหา ทั้งนี้ควรเขียนบทพูดโฆษณาที่ระบุปัญหาที่กลุ่มเป้าหมายอาจเผชิญ แล้วนำเสนอสินค้าหรือบริการของคุณเป็นทางออก พร้อมอธิบายจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่ง
สำหรับการโฆษณาออนไลน์ การใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ เพื่อให้โฆษณาของคุณปรากฏในผลการค้นหาของผู้บริโภคที่กำลังค้นหาสินค้าหรือบริการในหมวดหมู่ของคุณด้วยการพิมพ์ข้อความ นอกจากนี้ การทำ SEO (Search Engine Optimization) ก็เป็นอีกเทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้โฆษณาของคุณมีโอกาสปรากฏในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหาบนโซเชียลมีเดียและหน้า Google ได้
การเขียนเนื้อหาหรือบทโฆษณาที่มีประสิทธิภาพควรใช้ภาษาที่กระชับ ตรงประเด็น และโน้มน้าวใจ แบ่งย่อหน้าให้สั้นเพื่อให้อ่านง่ายบนหน้าจอ ใช้หัวข้อย่อยและสัญลักษณ์อิโมจิแสดงหัวข้อย่อยเพื่อช่วยให้ผู้อ่านจับใจความสำคัญได้รวดเร็ว นอกจากนี้ การใช้สถิติและตัวเลขจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ขณะที่การใส่คำรับรองจากลูกค้าจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้อ่าน
ในโลกออนไลน์ การใช้ภาพประกอบ วิดีโอ หรืออินโฟกราฟิกสามารถช่วยเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคได้มากขึ้น อย่าลืมใส่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์หรือหน้าสินค้าเพื่อให้ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือทำการซื้อได้ทันที และที่สำคัญคือต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและตรวจทานการสะกดคำอย่างละเอียดก่อนเผยแพร่
สุดท้าย การทดสอบประสิทธิภาพของโฆษณาด้วยการทำ A/B testing บนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการปรับปรุงและพัฒนาโฆษณาให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น นอกจากนี้ การติดตามและวิเคราะห์ผลตอบรับจากโฆษณาออนไลน์ผ่านเครื่องมือวิเคราะห์ต่างๆ จะช่วยให้คุณสามารถปรับปรุงกลยุทธ์การโฆษณาได้อย่างต่อเนื่อง การใช้เทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถเขียนบทโฆษณาสั้นๆ ที่โดนใจผู้บริโภคในโลกออนไลน์และนำไปสู่การตัดสินใจซื้อได้ในที่สุด
5 ตัวอย่าง โฆษณาโน้มน้าวใจสั้นๆ ที่ได้รับความนิยม
นี่คือ ตัวอย่างโฆษณาสินค้าที่ใช้หลักการพื้นฐานของโฆษณาสินค้าเพื่อปรับเข้ากับสินค้าของตน ทั้งแบรนด์สินค้าในไทยและต่างประเทศ ดังนี้
1. ตัวอย่างโฆษณาสินค้าที่กล้าที่จะแตกต่าง
การกล้าที่จะแตกต่างในการโฆษณาย่อมช่วยให้แบรนด์โดดเด่นท่ามกลางคู่แข่งมากมาย
แบรนด์ Apple

สโลแกน: “Think Different” (คิดต่าง)
Apple ได้นำเสนอภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้ภาพของบุคคลที่เปลี่ยนแปลงโลก เช่น ไอน์สไตน์, มาร์ติน ลูเธอร์ คิง และบุคคลผู้เป็นแรงบัลดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก เพื่อสื่อว่าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ Apple คือผู้ที่คิดต่างและสร้างการเปลี่ยนแปลง
แบรนด์ Crystal

สโลแกน: “คิดจะดื่มน้ำ ดื่มคริสตัล“
Crystal นำเสนอภาพลักษณ์ของน้ำดื่มคุณภาพสูงที่แตกต่างและดีกว่าแบรนด์อื่นในตลาด
แบรนด์ M-150

สโลแกน: “ไม่มีลิมิต ชีวิตเกินร้อย“
M-150 ท้าทายขีดจำกัดของพลังงานในร่างกาย นำเสนอแนวคิดของการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ซึ่งเกินปกติ(มากกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์)
2. ตัวอย่างโฆษณาสินค้าที่กระตุ้นความต้องการ
การกระตุ้นความต้องการทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าจำเป็นต้องมีสินค้านั้นๆ
แบรนด์ Snickers

สโลแกน: “You’re Not You When You’re Hungry” (คุณไม่ใช่คุณเมื่อกำลังหิว)
Snickers ใช้อารมณ์ขันเพื่อแสดงให้เห็นว่าความหิวส่งผลต่อพฤติกรรม และ Snickers สามารถแก้ปัญหาความหิวได้ทันที โดยนำเสนอสถานการณ์ตลกที่คนเปลี่ยนบุคลิกเมื่อหิว และกลับมาเป็นปกติหลังกิน Snickers
แบรนด์ Krating Daeng (กระทิงแดง)

สโลแกน: “เป้าหมายมีไว้พุ่งชน“
กระทิงแดงกระตุ้นความต้องการโดยเชื่อมโยงกับความมุ่งมั่นและพลังอันแรงกล้าในการทำงานหรือการใช้ชีวิต
แบรนด์ Birdy

สโลแกน: “เบอร์ดี้ หนึ่งในใจคุณ“
Birdy สร้างความรู้สึกว่าเครื่องดื่มของพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
3. ตัวอย่างโฆษณาสินค้าที่มุ่งเป้าตลาดเฉพาะ
การมุ่งเป้าตลาดเฉพาะช่วยให้แบรนด์สื่อสารได้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
แบรนด์ Nike (สำหรับนักวิ่ง)

สโลแกน: “Just Do It” (แค่ทำมันซะ)
Nike ใช้สโลแกนนี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาและคนทั่วไป โดยเฉพาะในโฆษณาสำหรับนักวิ่ง Nike แสดงภาพนักวิ่งทุกระดับที่กำลังฝ่าฟันอุปสรรค สื่อถึงการลงมือทำโดยไม่ลังเล ดังนั้น “ทำเลย อย่าไปคิดมาก” ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือนักกีฬามืออาชีพ
แบรนด์ Lactasoy

สโลแกน: “แลคตาซอย 5 บาท 125 มิลลิลิตร ปริมาณ คุ้มค่ากล่องเดิมที่ ดื่มได้ดื่มดี“
Lactasoy มุ่งเน้นกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการความคุ้มค่าและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในราคาประหยัด
แบรนด์ Yakult

สโลแกน: “อยากรู้เรื่องยาคูลท์ ถามสาวยาคูลท์สิคะ“
Yakult มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพระบบย่อยอาหาร โดยนำเสนอผู้เชี่ยวชาญด้านความรู้ของสินค้าที่ถ่ายทอดผ่านสาวยาคูลท์(พนักงานขายสาวสวย) ซึ่งทำหน้าที่ส่งต่อสินค้าและคุณประโยชน์ของเครื่องดื่มจุลินทรีย์
4. ตัวอย่างโฆษณาสินค้าที่สร้างความโปร่งใส
การสร้างความโปร่งใสในโฆษณาช่วยสร้างความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ
แบรนด์ Patagonia

สโลแกน: “Don’t Buy This Jacket” (อย่าซื้อแจ็คเก็ตตัวนี้)
Patagonia สร้างความแตกต่างด้วยการท้าทายแนวคิดของการบริโภค ทางแบรนด์เปิดเผยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตเสื้อผ้า และเชิญชวนให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
แบรนด์ Oreo

สโลแกน: “บิด ชิมครีม จุ่มนม“
Oreo เปิดเผยวิธีการรับประทานที่หลากหลาย เชิญชวนให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการสร้างประสบการณ์
5. ตัวอย่างโฆษณาสินค้าที่เสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์
การเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ผ่านโฆษณาสินค้าช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค
แบรนด์ Coke(Coca-Cola)

แคมเปญ: “Share a Coke” (แบ่งปันโค้ก)
Coca-Cola สร้างภาพลักษณ์ของการเป็นเครื่องดื่มที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน โดยให้ผู้บริโภคหาขวดโค้กที่มีชื่อตัวเองหรือเพื่อน แคมเปญนี้สร้างประสบการณ์ส่วนตัวและกระตุ้นให้เกิดการแบ่งปัน ทำให้ Coca-Cola กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
แบรนด์ Farmhouse

สโลแกน: “ฟาร์มเฮ้าส์ หอมกรุ่นจากเตาทุกวัน“
Farmhouse สร้างภาพลักษณ์ของขนมปังสดใหม่ที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้รับสินค้าที่ทำสดใหม่ทุกวันอย่างแน่นอน
แบรนด์ Oriental Princess

สโลแกน: “ผู้หญิงอย่าหยุดสวย“
Oriental Princess นำเสนอภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เข้าใจและสนับสนุนความงามของผู้หญิงในทุกช่วงวัย
การใช้สโลแกนสั้นๆ เหล่านี้ในการโฆษณาช่วยให้แบรนด์สื่อสารจุดยืนและคุณค่าของตนได้อย่างชัดเจนและจดจำง่าย ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจและเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น
ข้อควรระวังในการโฆษณาสินค้ากับกฎหมายไทย
โฆษณาสินค้าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างการรับรู้และกระตุ้นยอดขาย แต่แบรนด์และผู้ประกอบการต้องระมัดระวังให้การโฆษณาเป็นไปตามกรอบของกฎหมายไทย โดยกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของไทยได้กำหนดแนวทางการโฆษณาที่เป็นธรรมไว้อย่างชัดเจน ตามมาตรา 22 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่วางหลักว่าการโฆษณาต้องไม่ใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคม
สรุปสิ่งที่แบรนด์ต้องระวังในการโฆษณาสินค้า ได้แก่
- การเขียนข้อความเท็จหรือเกินความจริง
- การสร้างความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้าหรือบริการ
- การอ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง
- การสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม
- การใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม
หากพบว่ามีการโฆษณาที่ผิดกฎหมาย คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณามีอำนาจสั่งให้แก้ไขข้อความ ห้ามใช้ข้อความบางอย่าง หรือให้โฆษณาแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้โฆษณาอาจต้องพิสูจน์ความจริงของข้อความในโฆษณาหากมีข้อสงสัย
บทลงโทษสำหรับการฝ่าฝืนกฎหมายโฆษณามีทั้งโทษจำคุกและปรับ มีระวางโทษจำคุกสูงสุดถึง 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากกระทำผิดซ้ำ โทษจะเพิ่มขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ดังนั้น แบรนด์และผู้ประกอบการควรตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาอย่างรอบคอบ ใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง และคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคและสังคมเป็นสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ในระยะยาว